Subscribe to ใช้เทคโนโลยีในการติดตามข่าวสาร Subscribe to ใช้เทคโนโลยีในการติดตามข่าวสาร's comments

Archive for the ‘เทคโนโลยี’ category

biotechnology

วิถีชีวิตของเทคโนโลยีเริ่มมีบทบาทต่อผู้คนมากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยความก้าวหน้า รวดเร็ว และเที่ยงตรง ทำให้เทคโลยีที่มีหลากหลายเริ่มเป็นที่น่าจับตามมองที่จะพลิกโฉมอุตสาหกรรมและธุรกิจในอนาคต ผลการสำรวจผลจาก Tech Breakthroughs Megatrend ซึ่งทำการสำรวจรูปแบบเทคโนโลยีกว่า 150 แบบทั่วโลกจากกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา เพื่อค้นหาเทคโนโลยีที่จะเข้ามามีบทบาทในการพลิกโลกเข้าสู่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีในอนาคตอีก 3-7 ปีข้างหน้า

อันดับ 1 ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือ AI)
Aiเรียกง่ายๆก็คือคอมพิวเตอร์ที่สามารถคิดและวิเคราะห์สิ่งต่างๆด้วยเหตุและผล จนสามารถตอบโต้การสนทนาได้อย่างดีเยี่ยม นอกจากนั้นยังสามารถเรียนรู้และจดจำสิ่งที่ผ่านมาเป็นบทเรียนได้อย่างลึกซึ้ง ซึ่งการพัฒนาเทคโนโลยีนี้ถูกแบ่งออกเป็นหลายรูปแบบเพราะการนำไปใช้งานของแต่ละองค์กรนั้นแตกต่างกัน ซึ่งแน่นอนว่าการบริการที่มีอยู่ในปัจจุบันนั้นเป็นเพียงบางส่วนของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เท่านั้น แต่ในอนาคต ความก้าวหน้าและผลสำเร็จของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์จะช่วยให้ฐานข้อมูลขนาดใหญ่ของโลกอินเทอร์เน็ตถูกนำมาใช้ประโยชน์มากกว่าในปัจจุบัน นอกจากนั้นยังสามารถช่วยเหลือมนุษย์ได้ทุกเรื่องจากการประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ ซึ่งมนุษย์ไม่มีวันทำได้ แต่ถึงกระนั้นความกังวลใจเกี่ยวกับการคิดวิเคราะห์เองได้อย่างอิสระของปัญญาประดิษฐ์ก็ถูกมองว่าอาจจะเป็นภัยต่อมนุษย์ เพราะกรอบจริยธรรม ความคิด หรือแม้กระทั่งการตอบสนองจะต้องถูกควบคุมอย่างดี เพื่อให้ปลอดภัยกับมนุษย์มากที่สุด ก่อนที่จะเริ่มการปฏิวัติวงการด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์นั่นเอง

วัฒนธรรมถือเป็นสิ่งแรกที่ต้องทำความเข้าใจคือ ความเชื่อและค่านิยมของกลุ่มคนเหล่านั้น เพราะทั้งความเชื่อและค่านิยมเป็นตัวกำหนดทัศนคติการมองชีวิตและมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมทางสังคมของกลุ่มคนหนึ่งๆ ในการที่จะทำความเข้าใจความเชื่อและค่านิยมของชาวอาหรับนั้น มีความแตกต่างหลากหลาย ไม่ได้เป็นเนื้อเดียวกัน แม้ว่าพวกเขาทั้งหมดจะมีอัตลักษณ์เป็นอาหรับเหมือนกัน สำหรับค่านิยมอาหรับพื้นฐานที่มีอยู่ร่วมกัน คือ ต้องประพฤติปฏิบัติในอันที่จะสร้างความประทับใจให้ผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา  เกียรติยศ ศักดิ์ศรี การมอบความจงรักภักดีต่อครอบครัว ชนชั้นทางสังคมและพื้นฐานทางครอบครัวถือเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดสถานะของบุคคล ต้องสงวนรักษาบรรทัดฐานศีลธรรมทางสังคม นอกจากนั้น ทัศนคติทางศาสนาพื้นฐาน ชาวอาหรับส่วนใหญ่เชื่อมั่นศรัทธาในพระเจ้าองค์เดียว จำนนต่ออำนาจของพระองค์ และเข้าใจเอาเองว่ามนุษย์ทุกคนนั้นมีศาสนาของตน มนุษย์ไม่สามารถควบคุมทุกเหตุการณ์ได้ ความเคร่งครัดในศาสนาเป็นคุณลักษณะที่ได้รับความชื่นชมมากที่สุด ไม่มีการแบ่งแยกระหว่างศาสนจักรกับอาณาจักร ความเชื่อความศรัทธาและการปฏิบัติศาสนกิจถือเป็นเรื่องอ่อนไหวที่ไม่สามารถจะล่วงเกินหรือจาบจ้วงได้

ชาวอาหรับมีลักษณะนิสัยโอบอ้อมอารี มีมนุษยธรรม จรรยามารยาทดีเรียบร้อยและมีความจงรักภักดี ชาวอาหรับมองคุณสมบัติเฉพาะเหล่านี้เป็นลักษณะของพวกตนที่เป็นเสมือนเครื่องแยกพวกเขาออกจากกลุ่มชนอื่นๆ ในขณะที่โลกอาหรับกำลังอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านสู่ความทันสมัยทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม

กลเม็ดในการทำธุรกิจกับชาวอาหรับ

1.แต่งกายให้สุภาพเรียบร้อยและดูเป็นทางการ ด้วยการใส่สูทและผูกเนคไทซึ่งถือว่าเป็นการแต่งกายที่สุภาพของนักธุรกิจ

2.ควรปฎิบัติตัวกับทุกคนที่เจรจาธุรกิจกับคุณเสมือนว่าเขาเหล่านั้นเป็นผู้บริหารระดับสูงเท่าเทียมกัน ควรแสดงออกถึงความเป็นมิตรและสุภาพเพื่อเป็นการให้เกียรติกับผู้เป็นเจ้าบ้าน

3.ไม่ควรเป็นฝ่ายเริ่มการเจรจาก่อน

4.ไม่จำเป็นต้องทักทายกันด้วยการจับมือเสมอไป

5.อย่าลืมเขย่าถ้วยกาแฟเพื่อแสดงว่าคุณไม่ต้องการเพิ่ม

6.อย่าเชื่อถือคนขับแท็กซี่มากเกินไป ควรสอบถามเส้นทางที่แน่นอนกับทางโรงแรมก่อนที่จะออกเดินทางเพื่อจะได้ไม่ต้องเสียเวลาและพลาดการนัดหมายโดยไม่จำเป็น

7.เดินทางให้ถึงในวันเสาร์ เพราะชาวอาหรับจะทำงานตั้งแต่วันอาทิตย์ถึงวันพฤหัสบดี

8.ไม่ควรเดินทางมาเจรจาธุรกิจในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม เพราะเป็นช่วงที่อากาศร้อนที่สุด ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการนัดหมายเจรจาธุกิจในช่วงดังกล่าว

สิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำในสังคมชาวอาหรับ
ชาวอาหรับจะให้ความเคารพผู้อาวุโสเป็นอย่างมากและแสดงออกในหลายๆสถานการณ์ เช่น ลุกยืนขึ้นเมื่อผู้อาวุโสเดินเข้ามาในห้อง ทักทายผู้อาวุโสเป็นลำดับแรก ให้บริการผู้อาวุโสเป็นลำดับแรก ลุกขึ้นยืนเมื่อต้องพูดกับผู้อาวุโส ในกรณีพบปะสังสรรค์กับคนที่รู้จักเป็นครั้งแรก แม้ผู้รับจะไม่คาดหวังของขวัญ แต่ก็เป็นสิ่งที่ดีที่จะมอบของขวัญเล็กๆน้อยๆเพื่อสร้างความสัมพันธ์ โดยของขวัญอาจจะเป็นหนังสืออ่านสนุกๆ ของที่ระลึกสื่อถึงบริษัทที่เขาทำ หรือสิ่งที่เกี่ยวข้องกับพื้นเพหรือกิจกรรมยามว่างของผู้รับ อย่างไรก็ตามไม่ควรมอบ ปากกา หรือ นาฬิกาติดข้างฝาธรรมดาเพียงเพื่อให้เป็นของขวัญ ในกรณีที่เป็นหัวหน้าอาวุโสอาจไม่จำเป็นต้องจัดหาของขวัญเพื่อมอบให้กับผู้อื่น

เพศและการแต่งกาย ผู้ชายควรหลีกเลี่ยงการจ้องหรือสบสายตาเป็นเวลานานกับผู้หญิงชาวมุสลิม การสอบถามข้อมูลเรื่องภรรยาหรือลูกสาวถูกมองว่าไม่เหมาะสม ควรจะถามในประเด็นของครอบครัวและสุขภาพจะดีกว่า ซึ่งก็ไม่ควรเจาะจงแต่สมาชิกครอบครัวที่เป็นผู้หญิงเพราะถือเป็นเรื่องส่วนตัวมากของชาวอาหรับ การแต่งกายอย่างสุภาพเป็นเรื่องสำคัญในตะวันออกกลาง ผู้ชายและผู้หญิงควรแต่งกายให้มิดชิด ปิดไหล่ แขน ขา ปิดนิ้วเท้าเพื่อป้องกันความรู้สึกต่อต้านจากชาวท้องถิ่น ทุกคนควรถอดรองเท้าและผู้หญิงควรคลุมผมเมื่อต้องเข้าสถานที่ทางศาสนา

มารยาททางสังคม
– ควรยืนขึ้นเมื่อมีคนเข้ามาในห้อง
– ถ้าเราเป็นผู้เข้ามาในห้อง ให้จับมือกับทุกคน โดยเริ่มจากคนที่อยู่ทางขวามือของเราก่อน
– ผู้ชายไม่ควรยื่นมือเพื่อจับมือกับผู้หญิงอาหรับ นอกจากว่าฝ่ายหญิงยื่นมือให้ก่อน หากฝ่ายหญิงไม่ยื่นมือให้ก่อน ให้ทักทายด้วยวาจาก็ถือว่าเหมาะสมแล้ว
– ผู้ชายไม่ควรชม ภรรยา, น้องสาว, และ ลูกสาวของชาวอาหรับว่า สวย หรือ น่ารัก เพราะจะถือว่าเป็นการไม่สุภาพ
– ชายมุสลิมบางคน จะไม่จับมือกับผู้หญิงที่ไม่อยู่ในครอบครัวของเขา
– ชาวมุสลิมจะปฏิบัติตัวแบบอนุรักษ์นิยมในการเข้าสังคม (Conservative Behavior) และถือความเป็นส่วนตัว (Privacy)
– การแสดงความรักระหว่างสามี-ภรรยา จะไม่ทำในที่สาธารณะในการเข้ากลุ่มสังคม, การพูดคุย หยอกล้อ และ หัวเราะ จะกระทำด้วยเสียงที่เบา ไม่รบกวนผู้อื่น
– หากมีข้อโต้แย้งในครอบครัว หรือ กับญาติ และ เพื่อนฝูง จะไม่โต้เถียงกันต่อหน้าฝูงชนหรือผู้อื่น

7bc2bb7dc98e633ef8e8592549bc5b36
ตะวันออกกลางถือว่าเป็นดินแดนที่ไม่เคยว่างเว้นความขัดแย้งและสงครามตลอดระยะเวลาอันยาวนานของประวัติศาสตร์ก็ว่าได้ ซึ่งความขัดแย้งในดินแดนตะวันออกกลางโดยเฉพาะในพื้นที่ปาเลสไตน์นั้นเกิดขึ้นตลอดเวลา ตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งมีแบ่งเขตอิทธิพลยึดครองกันระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศส มีการอพยพของชาวยิวมายังดินแดนปาเลสไตน์อย่างต่อเนื่อง และมาพุ่งขึ้นสูงสุดเมื่อชาวยิวหนีตายจากการไล่ล่าของพวกนาซีจากยุโรปสู่ดินแดนถิ่นฐานดั้งเดิมของตัวเอง ต่อมาคณะกรรมการที่ดูแลเรื่องปัญหาปาเลสไตน์ของสหประชาชาติได้พิจารณาสนับสนุนและเสนอให้มีการแบ่งปาเลสไตน์ออกเป็น 2 ประเทศ

ดินแดนตะวันออกกลางเป็นจุดศูนย์กลางของความขัดแย้งตั้งแต่ปีค.ศ.1945 เนื่องจากน้ำมันในภูมิภาคนี้เป็นขุมพลังสำคัญที่ชาติมหาอำนาจต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และยุโรปตะวันตก ต่างก็ต้องการ โดยสองมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต ต่างสนับสนุนการแบ่งแยกดินแดนปาเลสไตน์เพื่อแก้ปัญหา แต่ชาวอาหรับปาเลไตน์ไม่เห็นด้วยก่อการชุมนุมประท้วงและในที่สุดก็นำมาสู่ความจราจลวุ่นวาย มีการปะทะกันระหว่างชาวยิวแบะชาวอาหรับ ขณะที่สมัชชาใหญ่ของสหประชาชาติกำลังแสวงหาแนวทางในการเข้าไปคุ้มครองสันติภาพในพื้นที่ขัดแย้ง

สาเหตุความขัดแย้งระหว่างกลุ่มประเทศอาหรับ

1.สาเหตุด้านเชื้อชาติ เพราะเป็นดินแดนที่มีหลากหลายเชื้อชาติมาตั้งแต่อดีต คือ อาหรับ เปอร์เซีย เติร์ก ที่เหลือเป็น เคิร์ด ยิว และชนกลุ่มน้อยอื่นๆ
2.ความขัดแย้งทางด้านศาสนา เพราะเป็นแหล่งกำเนิดศาสนาสำคัญของโลกถึง 3 ศาสนา คือ ศาสนายิว คริสต์ศาสนา และศาสนาอิสลาม
3.ปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ เนื่องจากประเทศต่างๆในภูมิภาคตะวันออกกลางมีฐานะไม่เท่าเทียมกันทางด้านเศรษฐกิจ ทรัพยากรน้ำมันจึงกลายเป็นสาเหตุของความขัดแย้ง
4.ปัญหาทางด้านการเมือง เนื่องจากประเทศต่างๆในภูมิภาคตะวันออกกลางมีระบอบปกครองที่แตกต่างกัน
5.การแทรกแซงของชาติมหาอำนาจ เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้น

ผลกระทบของปัญหาความขัดแย้ง

1.สภาพการเมืองของโลกตึงเครียดขึ้น
2.ได้เปิดโอกาสให้ชาติมหาอำนาจเข้ามาแทรกแซงมีอิทธิพลในประเทศต่างๆ
3.ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรง
4.ส่งผลให้เกิดการก่อการร้ายไปทั่วโลก
5.ความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สินจำนวนมาก
6.เกิดผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจ
7.ขวัญและกำลังใจชาวอเมริกันตกต่ำ
8.ประชาชนให้การสนับสนุนรัฐบาลในการรักษาความมั่นคง

มุสลิมกับอาหรับ มักถูกเข้าใจว่ามีความหมายเหมือนกัน หรือใช้แทนกันได้ความเข้าใจเช่นนี้มีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการที่ตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นภูมิภาคที่ร่ำรวยไปด้วยน้ำมัน เป็นพื้นที่ที่มีสถานศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนามากมายและเป็นดินแดนต้นกำเนิดของอิสลาม ด้วยปัจจัยเหล่านี้ทำให้เกิดความเข้าใจผิดคิดว่าอาหรับก็คือมุสลิมทั้งหมด ในความเป็นจริงแล้ว ประชากรมุสลิมในโลกนั้นมีอยู่ประมาณร้อยละ 23 ของจำนวนประชากรโลกทั้งหมด  ชาวอาหรับเองก็ไม่ได้เป็นประชากรส่วนใหญ่ของโลกมุสลิม แต่มุสลิมส่วนใหญ่นั้นอาศัยอยู่นอกตะวันออกกลาง โดยเฉพาะในภาคพื้นเอเชียและแปซิฟิก ซึ่งประเทศที่มีมุสลิมมากที่สุดในโลก คือ 1.อินโดนีเซีย 2.ปากีสถาน 3.อินเดีย 4. บังกลาเทศ 5.อิหร่าน ทั้ง 5 ประเทศมีมุสลิมรวมกันคิดเป็นร้อยละ 85 ของมุสลิมในเอเชียทั้งหมด ซึ่งประเทศเหล่านี้ไม่มีประเทศไหนเลยที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวอาหรับ ในแง่ของชาติพันธุ์นั้นชาวอาหรับคือพวกเซไมต์ที่มีเชื้อสายเดียวกับชาวยิวแตกต่างทางชาติพันธุ์กับประชากรมุสลิมส่วนใหญ่ ในเวลาต่อมา ชาวอาหรับก็ได้เป็นตัวกลางในการถ่ายทอดวิทยาการต่างๆ ไปสู่ยุโรป เป็นผลให้ตะวันตกตื่นขึ้นจากการหลับใหล จนนำไปสู่การฟื้นฟูศิลปะวิทยาการของโลกสมัยใหม่ ที่มีส่วนส่งเสริมความก้าวหน้าเจริญรุ่งเรืองได้เท่าเทียมกับชาวอาหรับและชนชาติที่พูดภาษาอาหรับได้ แม้ชาวมุสลิมส่วนใหญ่จะชื่นชมชาวอาหรับในแง่ดังกล่าว แต่ชาวอาหรับก็ไม่ใช่ตัวแทนของอิสลามและไม่ได้เป็นตัวแทนของชาวมุสลิมทั้งหมด อาหรับหลายประเทศปกครองโดยเผด็จการที่อ้างอิสลามเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองของตน นอกจากนี้สังคมอาหรับยังเห็นประเพณีป่าเถื่อนที่ได้รับอิทธิพลถ่ายทอดมาจากขนบธรรมเนียมแบบชนเผ่าและสังคมที่ผู้ชายเป็นใหญ่ ที่ขัดแย้งกับหลักคำสอนของอิสลาม สำหรับการแต่งกายของมุสลิมโดยทั่วไปนั้นขึ้นอยู่กับประเพณีนิยมของชนชาติและเผ่าพันธุ์ของตน เราจึงเห็นการแต่งกายของมุสลิมอินโดนิเซียซึ่งนิยมสวมเสื้อกางเกง และหมวกสีดำแตกต่างจากมุสลิมซูดาน ซึ่งนิยมสวมชุดโต๊บสีขาว และพันผ้าโพกศีรษะใหญ่ และแตกต่างจากมุสลิมซาอุดิอาระเบียและอาหรับ บางประเทศที่นิยมใช้ผ้าขาวหรือลายแดงคลุมศีรษะและเอาเชือกลักษณะวงกลมสีดำทับไว้ เช่นเดียวกับการแต่งกายของมุสลิมะห์ชาวมาเลเซียจะแตกต่างจาการแต่งกายของมุสลีมะฮฺชาวปากีสถานและอิหร่าน