Subscribe to ใช้เทคโนโลยีในการติดตามข่าวสาร Subscribe to ใช้เทคโนโลยีในการติดตามข่าวสาร's comments

รถยนต์หรูeleMMent Palazzo ซึ่งถูกเรียกขานว่าเป็น”พระราชวังติดล้อ” มาขายที่นคร”ดูไบ”ประเทศสหรัฐอาหรับอิมิเรสต์ แล้ว ด้วยมูลค่า 2 ล้านปอนด์ ซึงถือว่าเป็นรถยนต์”มอเตอร์โฮม”แพงที่สุดของโลก

โดยรถยนต์ดังกล่าวภายนอกถูกเคลือบด้วยทองคำ ส่วนภายในมีสิ่งอำนวยความสะดวกหรูหราเพียบพร้อม ประกอบด้วยห้องนอนขนาดใหญ่,ทีวีจอใหญ่ 40 นิ้ว.เตาผิง,เล้าจ์ขนาดใหญ่,ระบบทำความร้อนใต้พื้นรถ  รวมทั้งมีทางเดินบนหลังคารถ และระบบ”ล้างรถ”ด้วยตัวเองด้วย ซึ่งถือเป็นเทคโนโลยีชั้นสูง นอกจากนี้ ยังมีรถยนต์รุ่นเดียวกันนี้ในแบบสีขาวด้วย ด้านบริษัท”Marchi Moblie”เปิดเผยว่า รถยนต์หรูมอเตอร์โฮมรุ่นนี้ ซึ่งเป็นรถติดอันดับราคาแพงสุดสำหรับรถยนต์หรู ถูกผลิตสำหรับกลุ่มผู้ที่ต้องการวิถีชีวิตสุดหรุูหราอลังการ รวมทั้งการออกแบบสร้างสรรค์รถยนต์สำหรับ ที่ผลิตจากงานฝีมือระดับชั้นเยี่ยม ซึ่งผู้คนจะต้องตะลึงเมื่อแรกเห็น

นอกจากนี้ ยังกล่าวว่า“พระราชวังติดล้อ”นี้ ถูกออกแบบเพื่อใช้สำหรับให้บริการแก่นักธุรกิจ,ครอบครัวผู้มั่งคั่งร่ำรวย และเป็นยานพาหนะสำหรับซูเปอร์สตาร์สำหรับโลก และรถยนต์รุ่นนี้ได้ถูกพัฒนามาเป็นเวลาหลายปีแล้ว หลังจากบริษัทฯได้เกิดไอเดียที่จะผลิตรถมอเตอร์โฮมแบบ”หรูหราอลังการ”

ดังนั้นความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี ทำให้มีการพัฒนาคิดค้นสิ่งอำนวยความสะดวกสบายต่อการดำชีวิตเป็นอันมาก เทคโนโลยีได้เข้ามาเสริมปัจจัยพื้นฐานการดำรงชีวิตได้เป็นอย่างดี เทคโนโลยีทำให้การสร้างที่พักอาศัยมีคุณภาพมาตรฐาน สามารถผลิตสินค้าและให้บริการต่าง ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์มากขึ้น เทคโนโลยีทำให้ระบบการผลิตสามารถผลิตสินค้าได้เป็นจำนวนมากมีราคาถูกลง สินค้าได้คุณภาพ เทคโนโลยีทำให้มีการติดต่อสื่อสารกันได้สะดวก การเดินทางเชื่อมโยงถึงกันทำให้ประชากรในโลกติดต่อรับฟังข่าวสารกันได้ตลอดเวลา ตราบใดที่โลกยังคงมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และมนุษย์ยังต้องการแสวงหาสิ่งที่ดีกว่าให้แก่ตนเอง เมื่อนั้น โลกก็จะยังคงหมุนไปอยู่เสมอ เราคงไม่สามารถคาดเดาได้ว่าวันพรุ่งนี้ เดือนหน้า หรือปีหน้าจะเกิดอะไรขึ้นอีก จะเป็นข่าวดี ข่าวร้าย สิ่งเดียวที่เราพอจะทำได้ในโลกแห่งเทคโนโลยีที่การสื่อสารไร้ขีดจำกัด และรวดเร็วยิ่งกว่าสื่อใดๆที่เคยมีมา คือการติดตามและรับข่าวสารต่างๆด้วยความรู้เท่าทัน มองทุกอย่างอย่างรอบด้านและในทุกมิติ เพื่อสิ่งเดียว นั่นคือความจริง



การค้าระหว่างจีนกับประเทศในโลกอาหรับเพิ่มขึ้นด้วยการใช้เทคโนโลยีการผลิตเป็นตัวนำ บริษัทยักษ์ใหญ่ในจีนหลายบริษัทพัฒนาสินค้าด้วยการผลิตสินค้าระดับไฮ-เทค จีนทำการค้ากับประเทศตะวันออกกลางเพิ่มขึ้น การค้าระหว่างประเทศมีมูลค่า 222.4 ล้านเหรียญสหรัฐ  เพิ่มขึ้นร้อยละ 14 ซึ่งมีมูลค่า 195.9 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยจีนนำเข้าจากประเทศอาหรับมูลค่า 131.1 ล้านเหรียญสหรัฐ ในขณะที่ส่งออกมูลค่า 91.3 ล้านเหรียญสหรัฐ ประเทศอาหรับประกอบด้วย 22 ประเทศ มีประชากรรวม 422 ล้านคน การค้าระหว่าง 2 ฝ่ายให้ความสำคัญของการเป็น trading partner มีความชัดเจนในโครงสร้างของอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออกและโอกาสทางธุรกิจ

ความร่วมมือทางด้านพลังงาน เครื่องจักรกลระดับเทคโนโลยีขั้นสูง จะเป็นกลไกสำคัญของการนำไปสู่การค้ากับตลาดอาหรับที่เพิ่มขึ้นในอีก 3 ปีข้างหน้า สินค้าสำคัญได้แก่ เครื่องจักรกลสำหรับต่อเรือ เครื่องมือและอุปกรณ์ในโรงงานอุตสาหกรรม เหล็กกล้า เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องใช้ภายในบ้าน  เสื้อผ้าสำเร็จรูปและสิ่งทอ และสินค้าจำเป็นใช้ในชีวิตประจำวัน เป็นสินค้าหลักของการค้าระหว่างประเทศ รวมทั้งยานพาหนะสำหรับขนส่งมวลชนของจีนก็เป็นที่นิยมในภูมิภาคประเทศอาหรับ

ทั้งสองฝ่ายยังร่วมกันอย่างจริงจังในการพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐาน(Infrastructure) เช่น พัฒนาด้านสนามบินและการบิน พัฒนาเขตชนบทของเมือง พัฒนาการเกษตร โลจิสติกส์ การเงิน การท่องเที่ยว การพัฒนาและแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างกัน เนื่องจากปัจจุบันเศรษฐกิจโลกอยู่ระหว่างขาลง จีนจึงมุ่งส่งออกสินค้าสู่ประเทศในโลกอาหรับด้วยการให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตกับการห่วงใยต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งเน้นอุตสาหกรรมการพลังงาน สินค้าไฮเทคโนโลยีจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะดึงให้การค้าระหว่างประเทศของจีนกลับมาเฟื่องฟูอีกครั้ง ประธานธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศจีนหรือเอ็กซิมแบงค์กล่าวว่า แม้ว่าเศรษฐกิจจะซบเซา แต่เชื่อว่าสินค้าจากประเทศจีน โดยเฉพาะสินค้าประเภทไฮเทคโนโลยีที่ผลิตขึ้นโดยเทคโนโลยีของจีนเอง จะได้รับความนิยมและมียอดส่งออกเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน ธนาคารฯ ได้มีการปล่อยสินเชื่อไปแล้วรวมประมาณ 4 หมื่นล้านหยวน ส่วนใหญ่เป็นการปล่อยสินเชื่อที่ใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตที่ต้องใช้เทคโนโลยี และโครงการที่ร่วมมือกับต่างประเทศ เช่น อุตสาหกรรมต่อเรือ อุตสาหกรรมด้านการผลิตไฟฟ้า เป็นต้น อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์เตือนว่า เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจยังคงไม่แน่นอน วิสาหกิจจึงควรวางแผนธุรกิจอย่างรอบคอบ รวมทั้งเร่งพัฒนาเทคโนโลยีของตนเองให้สูงขึ้น


นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 สังคมอาหรับตกอยู่ภายใต้แรงกดดันอย่างมากจากโลกภายนอกการเปลี่ยนแปลงทางสังคมปรากฏให้เห็นทุกหย่อมหญ้า อันเป็นผลมาจากกระบวนการปรับเปลี่ยนสู่ความทันสมัยทางเศรษฐกิจและการทดลองทางการเมือง ซึ่งส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของผู้คนในทุกแง่มุม แม้แต่วิถีชีวิตดั้งเดิมของพวกเร่ร่อนกลางทะเลทรายหรือพวก “nomads และพวกที่อาศัยอยู่ในชนบทห่างไกล ก็ค่อยๆ เลือนหายไปการเปลี่ยนแปลงทางสังคมส่วนใหญ่ เป็นผลจากการรับเอาความเจริญและแนวคิดของตะวันตกมาใช้ไม่ว่าจะเป็นความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีการผลิตเพื่อบริโภคระบบสุขภาวะโครงสร้างทางเศรษฐกิจ–การเงิน แนวคิดเรื่องการศึกษา ตลอดรวมถึงอุดมการณ์ทางการเมือง การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวย่อมเป็นที่ถกเถียง (แต่ก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้) อันปรากฏให้เห็นในระดับที่แตกต่างกันไปในทุกประเทศอาหรับ

ชาติอาหรับต้องเผชิญกับการไหลทะลักเข้ามาของชาวต่างชาติเช่นพวกที่เข้ามาในฐานะที่ปรึกษาผู้จัดการนักธุรกิจนักการเมืองนักท่องเที่ยว แรงงาน เป็นต้นจากการที่ชาวอาหรับได้สัมผัสชาวต่างชาติโดยตรงตลอดจนการรับรู้เรื่องราวของโลกภายนอกผ่านสื่อทำให้พวกเขาได้เรียนรู้โลกที่แตกต่างมากขึ้นนักศึกษาอาหรับนับหมื่นนับแสนมีโอกาสเดินทางไปเรียนต่อภายนอกภูมิภาคแล้วกลับมาพร้อมกับนิสัยใจคอและทัศนคติที่เปลี่ยนไปขณะเดียวกันเครือข่ายอินเตอร์เน็ตและโลกไซเบอร์ ก็เป็นตัวเร่งสำคัญที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมของชาวอาหรับในยุคปัจจุบันรัฐบาลอาหรับได้สร้างอาคารโรงเรียนโรงพยาบาลบ้านเรือนสนามบินและอาคารพาณิชย์มากมายโดยใช้เวลาก่อสร้างอย่างรวดเร็วจนทำให้รูปโฉมของนครและเมืองต่างๆ เปลี่ยนไปภายในไม่กี่ปีบางคนถึงกับหลงทางจำไม่ได้เมื่อได้มีโอกาสกลับไปเมืองนั้นอีกครั้ง หลังจากที่ได้ไปมาแล้วเมื่อ 2 ปีก่อนโรงแรมสมัยใหม่ผุดขึ้นมามากมายตามหัวเมืองใหญ่ๆถนนหนทางเต็มไปด้วยยานพาหนะร้านค้าบริการอินเตอร์เน็ตโทรศัพท์ร้านส่งโทรสาร ฯลฯ สินค้าอุปโภคบริโภคนำเข้ามีอยู่ดาษดื่นในทุกประเทศอาหรับนับตั้งแต่ชุดเจ้าสาวไปจนถึงสินค้าจิปาถะตามห้างร้านซุปเปอร์มาร์เกตแม้สิ่งเหล่านี้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เป็นผิวนอก แต่มันก็เป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้งในค่านิยมของชาวอาหรับ


เราอาจคุ้นเคยกับเทคโนโลยีทันสมัยจากโลกตะวันตก และองค์ความรู้จากนักวิทยาศาสตร์ของฝรั่งผิวขาว  หรือวิทยาการจากจีนแผ่นดินใหญ่ที่มีมานานนับพันปี  แต่เราอาจไม่เคยรู้ว่าในโลกมุสลิมมีวิทยาการที่ก้าวหน้าและบางอย่างเป็นสิ่งที่เราใช้กันจนชินความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ที่ได้ถูกสร้างขึ้นโดยนักวิทยาศาสตร์ชาวมุสลิม ในช่วงยุคทองของโลกมุสลิม (ค.ศ. 700-1700) ยังคงมีให้เห็นในโลกปัจจุบัน และหลาย ๆ ความรู้ รวมถึงสิ่งประดิษฐ์ที่เป็นรากฐานให้กับนักวิทยาศาสตร์ชาวตะวันตก ที่แท้จริงแล้วเคยถูกค้นพบมาก่อนโดยนักวิทยาศาสตร์ชาวมุสลิม

ในยุคปัจจุบันประชากรอาหรับในภาพรวมทั้งหมด ได้เปลี่ยนที่อยู่อาศัยจากฟาร์มและชนบท มาสู่เมืองที่เป็นศูนย์กลางขนาดใหญ่ การโยกย้ายเช่นนี้เกิดขึ้นอย่างมากมายในช่วงเวลาหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2  มีการคาดคะเนกันว่า ในปี 2020 ประชากรร้อยละ 70 ของตะวันออกกลางทั้งหมดจะอาศัยอยู่ในเมือง อย่างไรก็ตาม การย้ายถิ่นฐานเข้ามาอาศัยอยู่ในเมืองก็นำมาซึ่งปัญหามากมาย หากไม่นับประเทศในอ่าวเปอร์เซียซึ่งเป็นประเทศร่ำรวย รัฐบาลอาหรับเกือบทั้งหมดต้องเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนที่อยู่อาศัย บริการสาธารณะที่ไม่เพียงพอ (เช่น เมืองอัมมานในจอร์แดน รัฐสามารถจ่ายน้ำให้ประชาชนได้วันละไม่กี่ชั่วโมง กรุงไคโรต้องเผชิญกับปัญหาการบริการรถขนส่งสาธารณะ แทบจะทุกเมืองต้องประสบกับปัญหาจราจรติดขัด เพราะถนนที่มีอยู่ไม่สามารถรองรับจำนวนรถที่เพิ่มขึ้นอย่างมากมายได้) ตลอดจนต้องแบกภาระการบริการสังคมที่มากเกินจะรับไหว ตั้งแต่เรื่องการศึกษา สุขภาพอนามัย ไปจนถึงการจ้างงาน ในประเทศอาหรับที่ยากจนมีการขยายตัวของที่อยู่อาศัยที่ผิดกฎหมาย หรือไม่ได้รับการรับรองจากรัฐ (โดยเฉพาะเมือง Casablanca, อัลเจียร์ และไคโร) เช่น ร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมดในกรุงไคโรอยู่ในที่อาศัยที่ผิดกฎหมาย บางครั้งวิกฤตการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นก็ก่อให้เกิดปัญหาอื่นตามมา เช่น หลังจากการบุกยึดคูเวตของอิรักทำให้ประชากร 4 ถึง 5 ล้านคนหนีภัยสงครามออกจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย เป็นต้น

การเข้าถึงอินเตอร์เน็ตก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ที่สะท้อนภาพของสถานการณ์ในยุคปัจจุบันได้เป็นอย่างดี ประชากรอาหรับในภาพรวมทั้งหมดเฉลี่ยร้อยละ 5 ถึง 10 เท่านั้นที่เข้าถึงอินเตอร์เน็ต ข้อมูลการสำรวจแสดงให้เห็นว่า จำนวนคนใช้อินเตอร์เน็ตต่อ 1,000 คน มีเพียง 200 ถึง 300 คน ในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียที่เข้าถึงมากกว่า 100 คน ในเลบานอน ประมาณ 60 คน ในซาอุดีอาระเบีย 50 คน ในจอร์แดนและตูนีเซีย 30 คน และ 20 คนหรือน้อยกว่านี้ในลิเบีย ซีเรีย อัลจีเรีย อียิปต์ และโมร็อกโก ซึ่งนับเป็นจำนวนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับสหรัฐฯ (550) หรือในโลกที่พัฒนาแล้ว (ระหว่าง 400 ถึง 500 คน หรือมากกว่า)


อนุสรณ์ความรุ่งเรืองของโลกอาหรับ ที่มีวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นแรงผลักดัน คือเมือง Isfahan ในอิหร่านตะวันออก และ Alhambra ในสเปนตอนใต้ เมือง Alhambra สร้างหลังเมือง Isfahan เมืองทั้งสองมีความฟุ้งเฟ้อ ตามแบบของวังในนิยายอาหรับเรื่อง “นิทราชาคริต” ซึ่งครั้งหนึ่ง เป็นหนังสือระดับมัธยมศึกษาของประเทศไทย ความฟุ้งเฟ้อที่มากับความสำเร็จ ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จึงเป็นการขัดกับค่านิยมของชาวมุสลิมอย่างชัดเจน ในที่สุดนักปราชญ์อาหรับ จึงได้มีการวางแผนเลิกวิทยาศาสตร์ ประเทศไทยได้ตั้งสถาบันการสอนวิทยาศาสตร์ เพื่อใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นแรงพัฒนาประเทศไทย และประเทศไทยได้ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง แต่แผนเลิกวิทยาศาสตร์และโลกอาหรับนั้น ได้ผลค่อนข้างชัดเจนบริบูรณ์ ลูกบุญธรรมคือวิทยาศาสตร์ถูกขับไล่ออกจากบ้าน และหนีตามไปเป็นสะใภ้หรือเขยของโลกตะวันตก แล้วแต่เราจะคิด วิทยาศาสตร์ให้เป็นหญิงหรือชาย ประเทศในกลุ่มโลกตะวันตกที่เข้าสู่ยุค renaissance คือ สเปนและอิตาลี ทั้งนี้หาได้เป็นเรื่องบังเอิญไม่ ด้วยเหตุที่ประเทศทั้งสองอยู่ใกล้ชิดกับวัฒนธรรมอาหรับ ต่อจากนั้นวัฒนธรรมวิทยาศาสตร์ จึงได้แพร่ไปสู่ประเทศยุโรปอื่น ๆ โดยเฉพาะอังกฤษ เยอรมนี รัสเซีย การพัฒนาวิทยาศาสตร์ ประกอบกับการปฏิวัติทางอุตสาหกรรม ทำให้โลกตะวันตกมีอำนาจทางเศรษฐกิจ การเมือง และการทหาร อย่างไม่มีประเทศใด เคยประสบมาก่อน ส่วนประเทศที่ได้

อานิสงฆ์ทางอ้อม คือประเทศทวีปอเมริกา ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น ประเทศกลุ่มโลกตะวันตก ได้อาศัยระบบการเมือง ที่ให้สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชน ประกอบกับความเป็นผู้นำด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีใช้เป็นเหตุหรือความชอบธรรม ที่จะเข้าไปจัดระเบียบสังคมให้แก่โลกที่สาม ทำให้ประเทศในโลกที่สามซึ่งรวมทั้งโลกอาหรับด้วย ได้พัฒนา มาเป็นประเทศ อาณานิคมบ้าง กึ่งอาณานิคมบ้าง หรืออาณานิคมแบบแฝง (klepto colony) บ้าง ภาวะเป็นผู้นำ ทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีของประเทศในยุโรป ถึงจุดสูงสุดเมื่อประเทศรัสเซียยิงจรวดส่งดาวเทียม Sputnik ไปโคจรรอบโลกในปี 1954 และสหรัฐอเมริกาได้ตัดสินใจเป็นประเทศผู้นำทางวิทยาศาสตร์ ทำให้สหรัฐเป็นผู้นำทางด้านการทหาร เศรษฐกิจ และการเมืองของโลก และไม่มีทีท่าว่าจะหลุดจากตำแหน่งนี้ไปได้ภายใน 50 – 100 ปีข้างหน้า

ประเทศในโลกที่สามที่เจริญก้าวหน้าไปได้ดี มักจะมีนโยบายวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจน เป็นรูปธรรม และตัวชี้บ่งที่วัดและเปรียบเทียบได้ เช่น จำนวนนักวิทยาศาสตร์ต่อประชากรพันคน งบประมาณวิจัยค้นคว้า วิทยาศาสตร์เป็นเปอร์เซนต์ของผลิตผลรวมมวล ฯลฯ แต่บางประเทศกลับมีนโยบายที่หน่วงเหนี่ยววิทยาศาสตร์ เป็นต้นว่านโยบายที่แบ่งวิทยาศาสตร์ออกเป็นสองประเภท คือประเภทที่มีบทบาทในการพัฒนาประเทศ และประเทศที่ไม่มีบทบาท ในการพัฒนาประเทศ และรวมการพัฒนาวิทยาศาสตร์มูลฐาน เช่น คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี หรือแม้แต่ ชีววิทยา เข้าไว้ในประเภทหลัง