Subscribe to ใช้เทคโนโลยีในการติดตามข่าวสาร Subscribe to ใช้เทคโนโลยีในการติดตามข่าวสาร's comments

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือที่อาจคุ้นกันในชื่อที่สั้นกว่าว่า UAE (ตัวย่อของชื่อภาษาอังกฤษ United Arab Emirates) เป็นประเทศที่เกิดจากการรวมตัวของรัฐต่าง ๆ 7 รัฐ ตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2514 จึงนับว่ามีอายุเพียง 40 ปีเศษ แต่ในเวลาเพียงไม่ถึง 2 ชั่วอายุคนนี้ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้พัฒนาความเจริญก้าวหน้าขึ้นมาอย่างรวดเร็ว โดยส่วนสำคัญมาจากรายได้มหาศาลจากการส่งออกน้ำมันดิบ ควบคู่ไปกับการเป็นศูนย์กลางการค้าในภูมิภาค ยังไม่รวมถึงการเงินและการขนส่งทางอากาศ ซึ่งนับวันจะทวีความสำคัญต่อเศรษฐกิจสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ขึ้นเรื่อย ๆ

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มีผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศประมาณ 3.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มีรายได้ประชาชาติต่อหัว 41,550 ดอลลาร์สหรัฐฯ และมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจอยู่ที่ 3.5% สินค้าส่งออกสำคัญ (หากไม่รวมน้ำมันและก๊าซ ซึ่งเกือบทั้งหมดส่งออกไปยังกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออก เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไทย) คือ อัญมณี ทองคำ และพลาสติก โดยส่งออกไปยัง อินเดีย อิหร่าน และสวิตเซอร์แลนด์ ส่วนสินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ เครื่องจักรกล ยานพาหนะและอะไหล่ และอาหาร โดยมีแหล่งนำเข้าสำคัญคือ อินเดีย สหรัฐอเมริกา และจีน

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เปิดรับการลงทุนจากต่างชาติ โดยเฉพาะในสาขาที่ไม่ใช่น้ำมันและก๊าซ เพื่อให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ระยะยาวของประเทศที่ต้องการเพิ่มความหลากหลายทางโครงสร้างเศรษฐกิจและลดการพึ่งพาการส่งออกน้ำมัน ซึ่งไม่ยั่งยืนเพราะเป็นทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดไป

ในทางตรงกันข้าม การที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ร่ำรวยจากรายได้จากการส่งออกน้ำมัน จึงมีความสนใจที่จะนำเงินทุนสำรองออกไปลงทุนในต่างประเทศเพื่อเพิ่มผลตอบแทน โดยมีกองทุนความมั่งคั่ง (Sovereign Wealth Fund) ต่าง ๆ เป็นกลไกสำคัญในบริหารเงินทุนสำรอง และเลือกประเทศและสาขาการลงทุน กองทุนความมั่งคั่งที่สำคัญของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ได้แก่ Abu Dhabi Investment Authority (ADIA), Mubadala Development Company และ Investment Corporation of Dubai (ICD) เป็นต้น

ส่วนในเรื่องของเทคโรโลยีของอาหรับก้ไม่น้อยหน้าประเทศไหนๆ เพราะเทคโนโลยีของอาหรับนั้นถือว่าก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว มีความก้าวหน้าเป็นอย่างมากในเรื่องของนโยบายและการยอมรับของทางด้านเทคโนโลยี รัฐบาลได้มองเห็นว่าเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นโครงสร้างขั้นพื้นฐานที่ทันสมัยที่จะทำให้ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศและเกิดการกระจายการลงทุนทางด้านเศรษฐกิจของประเทศ

รัฐบาลจะใช้ SmartFilter เพื่อเป็นการกรองซอฟต์แวร์ ป้องกันสื่อลามกอนาจาร, การเล่นการพนัน, การชักจูงด้านศาสนา.เกี่ยวกับยาเสพติด, เกี่ยวกับความเชื่อของ Bahai, เว็ปไซต์ทั้งหมดที่มีที่อยู่โอเมนระดับบนสุดของอิสราเอล, เกี่ยวกับประเด็นของเกย์และเลสเบี้ยน, เว็บไซต์ Dating เป็นต้น แต่การจะกรองได้นั้นมีขีดความยากลำบากมากเนื่องจากความกว้างขวางของอินเตอร์เน็ต

จะเห็นได้ว่านอกจากเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้วเรื่องเทคโนโลยีก็ไม่น้อยหน้า เพราะมีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา


การค้าระหว่างจีนกับประเทศในโลกอาหรับเพิ่มขึ้นด้วยการใช้เทคโนโลยีการผลิตเป็นตัวนำ บริษัทยักษ์ใหญ่ในจีนหลายบริษัทพัฒนาสินค้าด้วยการผลิตสินค้าระดับไฮ-เทค จีนทำการค้ากับประเทศตะวันออกกลางเพิ่มขึ้น โดยในปี 2012 การค้าระหว่างประเทศมีมูลค่า 222.4 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 14 จากปี 2011 ซึ่งมีมูลค่า 195.9 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยจีนนำเข้าจากประเทศอาหรับมูลค่า 131.1 ล้านเหรียญสหรัฐ ในขณะที่ส่งออกมูลค่า 91.3 ล้านเหรียญสหรัฐ ประเทศอาหรับประกอบด้วย 22 ประเทศ มีประชากรรวม 422 ล้านคน การค้าระหว่าง 2 ฝ่ายให้ความสำคัญของการเป็น trading partner มีความชัดเจนในโครงสร้างของอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออกและโอกาสทางธุรกิจ

ความร่วมมือทางด้านพลังงาน เครื่องจักรกลระดับเทคโนโลยีขั้นสูง จะเป็นกลไกสำคัญของการนำไปสู่การค้ากับตลาดอาหรับที่เพิ่มขึ้นในอีก 3 ปีข้างหน้า สินค้าสำคัญได้แก่ เครื่องจักรกลสำหรับต่อเรือ เครื่องมือและอุปกรณ์ในโรงงานอุตสาหกรรม เหล็กกล้า เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องใช้ภายในบ้าน เสื้อผ้าสำเร็จรูปและสิ่งทอ และสินค้าจำเป็นใช้ในชีวิตประจำวัน เป็นสินค้าหลักของการค้าระหว่างประเทศ รวมทั้งยานพาหนะสำหรับขนส่งมวลชนของจีนก็เป็นที่นิยมในภูมิภาคประเทศอาหรับ

ทั้งสองฝ่ายยังร่วมกันอย่างจริงจังในการพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐาน(Infrastructure) เช่น พัฒนาด้านสนามบินและการบิน พัฒนาเขตชนบทของเมือง พัฒนาการเกษตร โลจิสติกส์ การเงิน การท่องเที่ยว การพัฒนาและแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างกัน เนื่องจากปัจจุบันเศรษฐกิจโลกอยู่ระหว่างขาลง จีนจึงมุ่งส่งออกสินค้าสู่ประเทศในโลกอาหรับด้วยการให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตกับการห่วงใยต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งเน้นอุตสาหกรรมการพลังงาน

จะเห็นได้ว่าทั้งสองประเทศนั้นจะให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีที่ใช้ในการผลิต และการตลาดเป็นอย่างมาก เพื่อนำไปสู่ความสำเร็จในของการตลาด และนำมาซึ่งสิ่งต่างๆอีกมากมาย


เทคโนโลยีอันเหนือชั้นของไอบีเอ็ม ช่วยรัฐบาลอียิปต์จัดทำหอจดหมายเหตุรูปแบบดิจิตอลที่ใหญ่ที่สุดในโลก ครอบคลุมประวัติศาสตร์หลายพันปีของอียิปต์และชนชาติอาหรับ

ดร. อาห์เหม็ด นาซีฟ นายกรัฐมนตรีของประเทศอียิปต์ เปิดตัวโครงการระดับชาติที่จัดทำเอกสารดิจิตอลขนาดใหญ่ที่สุดในโลกให้แก่หอจดหมายเหตุแห่งชาติของอียิปต์ (National Archives of Egypt – NAE) ด้วยการสนับสนุนจากเทคโนโลยีและโซลูชันระดับโลกจากไอบีเอ็ม

โครงการดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายเพื่ออนุรักษ์มรดกอันทรงคุณค่าที่เก็บไว้ในหอจดหมายเหตุแห่งชาติของอียิปต์ และนับเป็นหนึ่งในโครงการจัดทำหอจดหมายเหตุรูปแบบดิจิตอลที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยครอบคลุมเอกสารและบันทึกต่างๆ ที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของอารยธรรมอียิปต์โบราณและชนชาติอาหรับกว่า 25 ล้านรายการ รวมถึงเอกสารกว่า 90 ล้านชุด

โครงการนี้เป็นผลมาจากความร่วมมือระหว่างกระทรวงวัฒนธรรม โดยหอสมุดและหอจดหมายเหตุแห่งชาติของอียิปต์เป็นผู้ดำเนินการ และกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร โดยมีศูนย์เอกสารด้านวัฒนธรรมและมรดกแห่งชาติเป็นตัวแทนการดำเนินการ

นอกจากนี้ ไอบีเอ็มยังให้ความช่วยเหลือในการสร้างเว็บไซต์อย่างเป็นทางการสำหรับหอจดหมายเหตุแห่งชาติของอียิปต์ ซึ่งรองรับการเข้าถึงจดหมายเหตุต่างๆ ผ่านทางระบบออนไลน์ โดยจดหมายเหตุเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นภาษาอาหรับ เว็บไซต์ดังกล่าวซึ่งประกอบด้วยเครื่องมือค้นหาหรือเสิร์ชเอนจิ้น (Search Engine) ที่ทรงพลัง ได้รับการออกแบบเป็นพิเศษเพื่อใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการเข้าถึงแหล่งข้อมูลทางการศึกษาสำหรับนักประวัติศาสตร์และนักวิจัยทั่วโลก นอกจากนั้นแล้ว เว็บไซต์ดังกล่าวยังมีข้อมูลมากมายเกี่ยวกับการสัมมนาต่าง ๆ ที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติของอียิปต์จัดขึ้นอีกด้วย

นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวยังสนับสนุนการเข้าใช้ห้องวิจัยของหอจดหมายเหตุแห่งชาติของอียิปต์ ซึ่งตั้งอยู่ที่กรุงไคโร ในอดีต ห้องวิจัยแห่งนี้ต้องพึ่งพากระบวนการที่ใช้เอกสารในรูปแบบของกระดาษเป็นหลักสำหรับการจัดทำดัชนีและการยืมเอกสารจดหมายเหตุ แต่ห้องวิจัยที่เพิ่งผ่านการปรับปรุงขึ้นใหม่นี้ มีการนำเครื่องคอมพิวเตอร์ 56 เครื่องมาใช้งาน ซึ่งช่วยให้นักวิจัยสามารถเข้าถึงฐานข้อมูลผ่านทางระบบออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพดีและรวดเร็วยิ่งขึ้น นอกจากนั้น ขั้นตอนในการเข้าถึงฐานข้อมูลต่าง ๆ ยังมีการปรับปรุงให้เป็นระบบอัตโนมัติมากขึ้น เปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ของหอจดหมายเหตุแห่งชาติสามารถค้นหาเอกสารและแฟ้มต่างๆ ได้ง่ายขึ้นด้วยเวลาไม่ถึง 10 นาที แทนที่ต้องใช้เวลาหนึ่งวันเต็มๆ กับกิจกรรมดังกล่าว เช่นในอดีต

ในส่วนของการทำงานในโครงการดังกล่าว ไอบีเอ็มต้องเผชิญกับความท้าทายต่าง ๆ มากมาย เช่น:

การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อแปลงเอกสารเก่าแก่โบราณและมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ให้เป็นรูปแบบดิจิตอล รวมทั้งการจัดทำดัชนีสำหรับแฟ้มเอกสารต่างๆ นอกจากนั้นแล้ว เจ้าหน้าที่ของหอจดหมายเหตุฯ ต้องผ่านการฝึกอบรมในด้านการดึงคำอธิบายข้อมูลหรือเมตาดาต้า (Metadata) สำคัญๆ จากเอกสาร เช่น ชื่อเรื่อง หัวข้อ คำหลัก ผู้เขียน และวันที่ เป็นต้น โดยข้อมูลดังกล่าวจะถูกบันทึกไว้โดยใช้เทคโนโลยีเสียงดิจิตอล ก่อนที่จะถูกแปลงเป็นข้อความเพื่อเพิ่มความสะดวกในการจัดทำดัชนีและการค้นหาทางระบบออนไลน์

การสร้างห้องปฏิบัติการสำหรับการสแกนเอกสารดิจิตอลภายในหอจดหมายเหตุฯ ซึ่งได้รับการออกแบบเป็นพิเศษเพื่อให้สามารถสแกนเอกสารที่มีความละเอียดสูง 10 ล้านชุดให้เสร็จภายในระยะเวลา 5 ปี โดยใช้แอพพลิเคชั่นและเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นเป็นพิเศษโดยไอบีเอ็มเพื่อโครงการนี้โดยเฉพาะ

การรักษาความปลอดภัยและความสมบูรณ์ของเอกสารทางประวัติศาสตร์ เพื่อป้องกันการคัดลอกและบิดเบือน ด้วยการใช้เทคโนโลยีลายน้ำแบบดิจิตอล (digital watermark technology)